วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่องปวดท้อง

ดิฉันชอบปวดท้องมาก กินยาก็ไม่หายเหมือนว่าเป็นโรคกระเพาะด้วย มีสมุนไพรอะไรที่ช่วยรักษาให้หายดิฉันบางค่ะ เพราะเวลาปวดท้องมันปวดมากทำงานไม่ได้เลย

เตือนเรื่องสมุนไพร

นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า ในแต่ละปีจะมีเด็กๆ ได้รับพิษจากกินเมล็ดพืชอยู่เนืองๆ ในปี 2552 สำนักระบาดวิทยา รายงานว่ามีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ในอำเภอปัว จังหวัดน่าน อายุ 6-8 ปี ได้รับพิษจากการการกินเมล็ดละหุ่งแดงหรือเมล็ดฝิ่นต้น ซึ่งปลูกในโรงเรียน จากการสอบสวนโรคพบว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนพ.ศ. 2552 เด็กนักเรียนดังกล่าวเก็บเมล็ดละหุ่งแดงมากินทั้งหมด 16 คน คนละ 1-5 เมล็ด ในช่วงพักกลางวัน หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง 13 คน ครูได้นำส่งรักษาที่โรงพยาบาลปัว หลังรักษาอาการดีขึ้น แพทย์ให้กลับบ้าน 4 ราย ที่เหลือ 9 ราย รับตัวนอนรักษาในโรงพยาบาล ไม่มีเสียชีวิต นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อว่า ละหุ่งแดงหรือฝิ่นต้น (CORAL BUSH,CORAL PLANT) ที่นักเรียนกินครั้งนี้ มีชื่อทั่วไปว่ามะละกอฝรั่ง เป็นไม้พุ่มลำต้นสูงประมาณ 2-4 เมตร จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง ลำต้นคล้ายต้นมะละกอ แต่ขนาดเล็กกว่า ใบมีลักษณะเป็นแฉกคล้ายใบมะละกอ กลีบดอกสีแดง ออกเป็นช่อแบนแน่นติดกัน ผลเป็นรูปทรงกลม มีพู 3 พู ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว พอแก่มีสีออกเหลือง ชาวบ้านตามชนบท มักปลูกไว้เป็นยาสมุนไพร ส่วนที่กินได้คือเปลือกของลำต้น มีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้อาเจียน แก้ท้องเสีย แก้ปวดท้อง ปวดเมื่อยตามข้อ ในส่วนของเมล็ดนั้นเป็นอันตราย กินไม่ได้ เนื่องจากในเมล็ดมีสารพิษชื่อแคลเซียม อ๊อกซาเลท (Calcium Oxalate) ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน คัน ปวดแสบปวดร้อน ปากบวมพอง น้ำลายไหล ลิ้นเคลื่อนไหวลำบาก กลืนอาหารยาก พูดไม่ชัด หากกินในปริมาณมากอาจเสียชีวิตได้ ในการป้องกันปัญหานี้ หากโรงเรียนต่างๆ จะปลูกไว้เพื่อให้เด็กนักเรียนศึกษาและรู้จักพืชพรรณสมุนไพร นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเพิ่มการติดป้ายถาวรที่ต้นสมุนไพร เพื่อให้ข้อมูลสรรพคุณสมุนไพร ส่วนที่กินได้ และส่วนที่เป็นอันตราย เพื่อให้นักเรียนรู้ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยป้องกันอันตรายได้ นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อไปว่า ในการช่วยเหลือผู้ได้รับพิษจากเมล็ดละหุ่งแดง หากอาการไม่รุนแรง ผู้ได้รับพิษรู้สึกตัว ในเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล ควรให้ผู้ได้รับพิษดื่มนม เพื่อช่วยลดการดูดซึมพิษในกระเพาะอาหาร แต่หากอาการรุนแรง ไม่ค่อยรู้สึกตัว ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อล้างท้องทันที

เกมส์ The Sims 3

เกมส์ The Sims 3
EA และ Maxis เผยข้อมูลเกมส์ The Sims 3 อย่างเป็นทางการเกมส์ The Sims 3เกมส์ The Sims 3 อิสระภาพเหนือจินตนาการ ที่เป็นคำนิยามที่ทาง EA กล่าวไว้เมื่อครั้งให้สัมภาษณ์ข้อมูลแรกของเกมส์ The Sims 3 ไปเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ก่อนที่จะมาประกาศข้อมูลอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มีนาคม 2008ทาง Maxis เผยว่าเกมส์ The Sims 3 นั้นพวกเขาแอบซุ่มพัฒนามาถึง 3 ปีแล้วด้วยกัน ตั้งแต่หลังจากวางจำหน่าย The Sims 2 ก็เริ่มคิดพัฒนากันหลังจากนั้นไม่นานเลย พวกเขาต้องการทำโลกแห่ง The Sims 3 ให้มันกว้างใหญ่ แต่เนื่องจากสภาพความแรงคอมพิวเตอร์สมัยนั้นยังไม่อำนวย การสร้างฉากแผนที่ขนาดใหญ่จะทำให้ผู้เล่นเล่นได้ลำบากเพราะโหลดนาน แต่ตอนนี้ความสามารถของคอมพิวเตอร์พัฒนาไปมากแล้ว ทีมงานจึสร้างโลกแห่ง The Sims 3 ที่มีความกว้างใหญ่ได้อย่างที่พวกเขาต้องการ ซึงใภค 3 นี้โลกภายนอกบ้านหลังน้อยของคุณจะยิ่งใหญ่อลังการ สุดลูกหูลูกตา ชนิดว่าราวกับอยู่ในเมืองของโลกจริงๆแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนใน The Sims กันเลย พร้อมกับได้พบปะเหล่าตัวละครชาวเมืองและเพื่อนบ้านมากหน้าหลายตา เยอะแยะจนเลือกคบหาไม่ถูกทีเดียว สรุปคือจุดที่เปลี่ยนแปลงใหญ่สุดของ The Sims 3 เป็นขนาดของแผนที่ที่มีรายละเอียดมากกว่าเดิม งั้นต่อปจะเริ่มดูกันที่การเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆบ้างเริ่มแรกกับระบบการ Create ตัวละครที่มีออฟชั่นการสร้างที่หลากหลายมากกว่าเดิม สามารถเลือกรายละเอียดตัวละคร นิสัยต่างๆได้อย่างละเอียดยิบๆๆๆ ตั้งแต่อายุ หน้าตา ทรงผม สีผิว ตลอดจนรูปร่าง จะอ้วนจะผอม อย่างไรก็เลือกได้ และก็สามารถเลือกนิสัยได้หลายอย่างกว่าเดิมด้วย ระบบใหม่อย่างต่อไปที่เพิ่มเข้ามาก็คือ Goals and Rewards systems ระบบรางวัลแห่งชีวิต ไม่ว่าใครหรือชาวซิมส์ก็ต้องมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น ตอนเด็กคุณฝันอยากเป็นอะไรล่ะ คุณสามารถทำให้ฝันของคุณเป็นจริงได้ด้วย The Sims 3 นี้ หลังจากที่คุณเลือกเส้นทางเดินของความฝันแล้วก็ต้องทำมันให้ถึงจุดหมาย แล้วเกมส์จะมอบรางวัลแห่งชีวิตที่สุดวิเศษให้กับชาวซิมส์ของคุณ และระบบใหม่ๆที่ถูกเพิ่มขึ้นเป็นหลักก็จบเพียงเท่านี้ แต่มันยังมีอะไรปลีกย่อยอีกเพียบ ที่ถูกทำให้ดูดีขึ้นมากกว่า The Sims 2 ลองสังเกตกราฟิกที่สวยงามขึ้น ฉากของเมือง ท้องฟ้า และภูเขา สภาพแวดล้อมต่างๆถูกทำขึ้นให้ดูสวยงาม ว่าแล้วก็จะมัวอยู่แต่บ้านไปทำไม เดินไปเที่ยวข้างนอกกันเถอะFeatures :• พบกับสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นใน The Sims ภาคเก่าๆ เปิดโลกกว้างให้ชาวซิมส์รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆในเมืองอย่างอิสระ ไปกับพื้นที่กว้างขวางในเมือง- พบกับฉากเมืองแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แถมยังเดินเที่ยวเล่นได้อิสระ คุณจะพบกับตัวละครมากมายในเมือง ไม่ว่าจะเพื่อน คู่อริ และคนไม่รู้จักอื่นๆ เที่ยวไปตามส่วนต่างๆในเมืองที่คุณอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็น City Hall หรือสวนสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีส่วนของดาวน์ทาวน์ที่คุณจะพบกับเมืองในอีกรูปแบบด้วย• ระบบการสร้างตัวละครแบบใหม่ นึกอยากได้ชาวซิมส์แบบไหนก็เลือกได้หมด- ระบบการสร้างตัวละครที่มีให้คุณเลือกมากยิ่งขึ้น จะเอาแบบไหนมีให้หมด หล่อมาดแมน กล้ามใหญ่ หรือจะอ้วนลงพุง ทรงผมไม่สวยก็เปลี่ยนได้ตามใจชอบ แค่ตอนสร้างตัวละครก็สนุกและเสียเวลาไปพอสมควรทีเดียว• ระบบการสร้างบุคลิคตัวละครที่เจาะลึกถึงนิสัยของคนมากกว่าเดิม- ปกติแล้ว The Sims ภาคเก่าเวลาสร้างตัวละครก็ต้องมีการเลือกนิสัยด้วย ซึ่งก็จะมีให้เลือกเพียง 5 อย่างเท่านั้น แต่ในภาคนี้จะมีการแบ่งแยกนิสัยตัวละครให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีการเพิ่มค่านิสัยเข้ามาอีกหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ค่าความอยากรู้อยากเห็น ถ้ามีน้อยไปก็เรียนรู้ช้า ถ้ามีมากไปก็สอดรู้สอดเห็น ค่าการรู้จักกาลเทศะ ค่าความโลภ ค่าความก้าวร้าว ซึ่งเมื่อรวมการเลือกสรรค่านิสัยในแต่ละส่วนแล้ว จะทำให้ตัวละครซิมส์นั้นมีนิสัยออกมาได้หลากหลายถึง 700 ล้านรูปแบบทีเดียว แน่นอนว่าเหล่าตัวละครอื่นๆในเกมส์ก็ถูกแรนดอมนิสัยขึ้นเช่นกัน• ไม่ใช่แค่ตัวละครหรอก แต่ Customization ให้มันหมดทุกสิ่งไปหมดที่ Everything you can !- เบื่อมั้ยกับการที่เวลาจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ เปลี่ยนของใช้ที ก็ต้องซื้อใหม่สถานเดียว ใน The Sims 3 นี้เราเปิดโอกาสให้คุณเลือกปรับแต่งเปลี่ยนแปลงสิ่งของ ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆได้ด้วยตัวเอง เพียงชาวซิมส์คนนั้นมีความรู้เรื่องช่างก็พอที่จะตกแต่งของใหม่ๆได้แล้ว ไม่พอใจเก้าอี้เหรอ? ทาสีมันใหม่สิ ดอกไม้ในแจกันเหี่ยว งั้นหาดอกใหม่มาใส่ โซฟาลายไม่สวย งั้นหาลายใหม่มาใส่ ง่ายๆไม่ต้อซื้อใหม่ให้เปลือง เปลี่ยนบ้านและทุกอย่างให้มันออกมาในสไตล์ของคุณเองสุดท้ายขอบอกว่า ทาง EA กำหนดวางจำหน่าย The Sims 3 เอาไว้ภายในปี 2009 งานนี้รอคอยกันอีกนานแสนนาน ก็เล่น The Sims 2 แทนไปกันก่อนนะSource: thesims3.ea.comคลิกที่นี่เพื่อดูภาพตัวอย่าง Screenshot ของเกมส์ The Sims 3

ประวัติของเกมส์

ประวัติของเกมส์
แกรนด์เธฟต์ออโต (อังกฤษ: Grand Theft Auto หรือ GTA) คือชุดวิดีโอเกม พัฒนาโดยบริษัทร็อกสตาร์ นอร์ธ (อดีตบริษัทดีเอ็มเอ ดีไซน์) และผลิตโดยบริษัทร็อกสตาร์ เปิดตัวขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ในเกมชุดดังกล่าวประกอบด้วยเกมภาคหลัก 10 เกมและภาคเสริม 4 เกม โดยตั้งแต่เกมแกรนด์เธฟต์ออโต 3 (Grand Theft Auto III) เป็นต้นมา ทุกเกมล้วนเป็นเกมยอดนิยมและเป็นที่กล่าวขวัญ เกมชุดนี้ได้รางวัลมาหลายรางวัล และเกมในชุดนี้มักได้ตำแหน่งเกมแห่งปีจากหลายสถาบันนักวิจารณ์เกม และทำให้เกมนี้มีดาราฮอลลีวูดหลายคนเข้ามาร่วมให้เสียงในเกม เช่นซามูเอล แอล. แจ็คสัน, เบิร์ท เรย์โนลด์ส เป็นต้นถ้าไม่รวมถึงเกมชุด GTA ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทย (เช่น แกรนด์เธฟต์ออโต: ซาน แอนเดรีย์ส ในเพลย์สเตชัน 2, แกรนด์เธฟต์ออโต 3 ภาคที่ได้รับการเซ็นเซอร์แล้วจากประเทศออสเตรเลีย) และเกมละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่มีบริษัทซอฟต์แวร์บริษัทใดเลยในประเทศไทยที่ผลิตเกมชุดดังกล่าว อาจเป็นเพราะเนื้อหาของเกมนั้นรุนแรงและขัดต่อธรรมเนียมประเพณีไทยมากเกินไป (เกมนี้นำเสนอธุรกิจขายยาเสพติด, การค้าประเวณี โดยเฉพาะการขโมยยานพาหนะต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหลักของเกม) แต่เกมนี้ก็ยังได้รับนิยมสูงในแวดวงนักเล่นเกมส์ แม้ว่าจะเป็นเกมก็อปปีก็ตาม ไม่ต่างจากต่างประเทศมากนักในต่างประเทศ เกมชุดนี้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่ GTA3 เป็นต้นมา ในการที่ตัวละครเอกเป็นอาชญากร (Criminal) ต่างจากเกมส์อื่นๆ ซึ่งตัวละครเอกมักจะเป็นวีรบุรุษ (Hero)

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประโยชน์ E . mail

E.mail มีประโยชน์เช่นการ ช่วยส่งข้อมุลได้สะดวกสบาย

e.mail

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

  • จุดกำเนิดของคอมพิวเตอร์

    ต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์อาจกล่าวได้ว่ามาจากแนวความคิดของระบบตัวเลข ซึ่งได้พัฒนาเป็นวิธีการคำนวณต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ช่วยในการคำนวณอย่างง่าย ๆ คือ" กระดานคำนวณ" และ "ลูกคิด"

    ในศตวรรษที่ 17 เครื่องคำแบบใช้เฟื่องเครื่องแรกได้กำเนิดขึ้นจากนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ คือ Blaise Pascal โดยเครื่องของเขาสามารถคำนวณการบวกการลบได้อย่างเที่ยงตรง และในศตวรรษเดียวกันนักคณิตศาสตร์ชาวเยอร์มันคือ Gottried Wilhelm von Leibniz ได้สร้างเครื่องคิดเลขเครื่องแรกที่สามารถคูณและหารได้ด้วย

    ในต้นศตวรรษที่ 19 ชาวฝรั่งเศษชื่อ Joseph Marie Jacquard ได้พัฒนาเครื่องทอผ้าที่สามารถโปแกรมได้ โดยเครื่องทอผ้านี้ใช้บัตรขนาดใหญ่ ซึ่งได้เจาะรู้ไว้เพื่อควบคุมรูปแบบของลายที่จะปัก บัตรเจาะรู(punched card) ที่ Jacquard ใช้นี้ได้ถูกพัฒนาต่อๆมาโดยผู้อื่น เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลและโปรแกรมเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ

    ต่อมาในศตวรรษเดียวกัน ชาวอังกฤษชื่อ Charles Babbage ได้ทำการสร้างเครื่องสำหรับแก้สมการโดยใช้พลังงานไอน้ำ เรียกว่า difference engine และถัดจากนั้นได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์สมัยใหม่ เมื่อเขาได้ทำการออกแบบ เครื่องจักรสำหรับทำการวิเคราะห์ (analytical engine) โดยใช้พลังงานจากไอน้ำ ซึ่งได้มีการออกแบบให้ใช้บัตรเจาะรูของ Jacquard ในการป้อนข้อมูล ทำให้อุปกรณ์ชิ้นนี้มีหน่วยรับข้อมูล หน่วยประมวลผล หน่วยแสดงผล และหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ครบตามรูปแบบของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ แต่โชคไม่ดีที่แม้ว่าแนวความคิดของเขวจะถูกต้อง แต่เทคโนโลยีในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างเครื่องที่สามารถทำงานได้จริง อย่างไรก็ดี Charles Babbage ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์คนแรก และผู้ร่วมงานของเขาคือ Augusta Ada Byron ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียนโปรแกรมคนแรกของโลก

เครื่อง Difference Engine ของ Charles Babbage

จากนั้นประมาณปี ค.ศ. 1886 Dr.Herman Hollerith ได้พัฒนาเครื่องจัดเรียงบัตรเจาะรูแบบ electromechanical ขึ้น ซึ่งทำงานโดยใช้พลังงานไฟฟ้า และสามารถทำการ จัดเรียง (sort) และ คัดเลือก (select) ข้อมูลได้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1896 Hollerith ได้ทำการก่อตั้งบริษัทสำหรับเครื่องจักรในการจัดเรียงชื่อ Tabulating Machine Company และในปี ค.ศ.1911 Hollerith ได้ขยายกิจการโดยเข้าหุ้นกับบริษัทอื่นอีก 2 บริษัทจัดตั้งเป็นบริษัท Computing -Tabulating-Recording-Company ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และในปี ค.ศ. 1924 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น International Business Corporation หรือที่รู้จักกันต่อมาในชื่อของบริษัท IBM นั่นเอง

เครื่องจัดเรียงบัตรเจาะรูของ Dr. Her Hollerith

ในปี ค.ศ.1939 Dr. Howard H. Aiken จาก Harvard University ได้ร่วมมือกับบริษัท IBM ออกแบบคอมพิวเตอร์โดยใช้ทฤษฎีของ Babbage และในปี ค.ศ.1944 Harvard mark I ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ซึ่งมีขนาดยาว 5 ฟุต ใช้พลังงานไฟฟ้าและใช้ relay แทนเฟือง แต่ยังทำงานได้ช้าคือใช้เวลาประมาณ 3-5 วินาทีสำหรับการคูณ

การ พัฒนาที่สำคัญกับ Mark I ได้เกิดขึ้นปี 1946 ดดย Jonh Preper Eckert, Jr. และ Dr. Jonh W.Msuchly จาก University of Pennsylvnia ได้ออกแบบสร้างเครื่อง ENIAC ( Electronic Numeric Integator and Calcuator ) ซึ่งทำงานได้เร็วอยู่ในหน่วยของหนึ่งส่วนล้านวินาที ในขณะที่ Mark I ทำงานอยู่ในหน่วยของหนึ่งส่วนพันล้านเท่า โดยหัวใจของความสำเร็จนี้อยู่ที่การใช้หลอดสูญญากาศมาแทนที่ relay นั่นเอง และถดจากนั้น Mauchly และ Eckert ก็ทำการสร้าง UNIVAC ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิส์เพื่อการค้าเครื่องแรกของโลก

เครื่อง ENIAC สูง 10 ฟุต กว้าง 10 ฟุต และยาว 10 ฟุต

การ พัฒนาที่สำคัญได้เกิดขึ้นมาอีก เมื่อ Jonh von Neumann ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของโครงการ ENIAC ได้เสนอแผนสำหรับคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่จะทำการเก็บโปรแกรมไว้ในหน่วย โปรแกรมไว้ในหน่วยความจำที่เหมือนกับที่เก็บข้อมูล ซึ่งพัฒนาการนี้ทำให้สามารถเปลียนวงจรของคอมพิวเตอร์ได้ดดยอัตโนมัติแทนที่ จะต้องทำการเปลียนสวิทต์ด้วยมือเหมือนช่วงก่อน นอกจากนี้ Dr. Von neumann ยังได้นำระบบเลขฐานสองมาใช้ในคอมพิวเตอร์ซึ่งหบักการต่งๆเหล่านี้ได้ทำให้ เครื่อง IAS ที่สร้างโดย Dr. von Neumann เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เอนกประสงค์เครื่องแรกของโลก เป็นการเปิดศักราชของคอมพิวเตอร์อย่างแท้จริงและยังได้เป็นบิดาคอมพวเตอร์คน ที่ 2

  • ยุคของคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกได้โดยแบ่งส่วนประกอบของฮาร์ดแวร์ (Hardward ) เป็น 4 ยุคด้วยกัน

    • ยุคที่ 1 (1951-1958)


    ก่อนหน้าปี 1951 เครื่องคอมพิวเตอร์จะมีใช้เฉพาะนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และทหารเท่านั้น จนกระทั่งผู้สร้าง ENIAC คือ Mauchly และ Eckert ได้จัดตั้งบริษัทเพื่อทำตลาดเชิงพาณิชย์ของเครื่องรุ่นถัดมาของพวกเขา คือเครื่อง UNIVAC ซึ่งคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จะมี หลอดสูญญากาศ และ ดรัมแม่เหล็ก (magnetic drum) เป็นส่วนประกอบสำคัญ แต่หลอดสุญญากาศจะมีไม่น่าเชื่อถือสูง เป็นเหตุให้ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการทำให้เครื่องในยุคนั้นสามารถทำงานได้ ส่วนดรัมแม่เหล็กถูกใช้เป็นหน่วยความจำหลัก (primary memory) บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนมากในยุคแรกนี้ ส่วนหน่วยบันทึกข้อมูลสำรอง (secondary storage) ซึ่งใช้เก็บทั้งข้อมูลและคำสั่งโปรแกรมในยุคนี้จะอยู่ในบัตรเจารู จนปลายยุคนี้เทปแม่เหล็กจึงได้ถูกนำมาใช้เป็นหน่วยบันทึกข้อมูลสำรอง

    ภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จะอยู่ในรูปของภาษาเครื่อง ซึ่งเป็นตัวเลขฐาน 2 ทั้งสิ้น ทำให้ผู้ที่จะสามารถโปรแกรมให้เครื่องทำงานได้ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

เครื่อง UNIVAC

    • ยุคที่ 2 (1959-1964)


    การพัฒนาที่สำคัญที่สุดที่แบ่งแยกยุคนี้ออกจากยุคแรก คือการแทนที่หลอดสูญญากาศด้วยทรานซิสเตอร์ (transistor) หน่วยความจำพื้นฐานก็ได้มีการพัฒนามาเป็น magnetic core รวมทั้งมีการใช้ magnetic disk ซึ่งเป็นหน่วยบันทึกข้อมูลสำรองที่มีความเร็วสูงขึ้น นอกจากนี้ ส่วนประกอบที่คอมพิวเตอร์ได้ถูกรวบรวมเข้าไว้ใน แผ่นวงจรพิมพ์ลาย (printed circuit boards) ซึ่งง่ายต่อการเปลี่ยนและมีการสร้างโปรแกรมวิเคราะห์เพื่อหาส่วนผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว

    ภาษาโปรแกรมระดับสูง เช่น FORTRAN และ COBOL ได้ถูกใช้ในการโปรแกรมสำหรับยุคนี้ โปรแกรมเมอร์สามารถใช้งานภาษาเหล่านี้ได้สะดวกกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 1 เนื่องจากมีไวยากรณ์ที่คล้ายคลืงกับภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ดี เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้แต่เฉพาะกับภาษาเครื่อง ทำให้ต้องใช้โปรแกรมตัวอื่น คือ compiler และ interpreter ในการแปลงภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง

    ในยุคที่ 2 เริ่มมีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องที่อยู่ห่างกันโดยผ่านสายโทรศัพท์ ถึงแม้ว่าจะติดสื่อสารกันได้ช้ามากก็ตาม ปัญหาในยุคนี้คืออุปกรณ์รับข้อมูลและอุปกรณ์แสดงผลทำงานได้ช้ามาก ทำให้คอมพิวเตอร์ต้องรอการรับข้อมูลหรือการแสดงผลบ่อย ๆ ซึ่ง Dr.Daniel Slotnick ได้ทำการพัฒนาเพิ่มเติม โดยใช้หลักการของการประมวลผลแบบขนานกัน นอกจากนั้ยังมีกลุ่มคณาจารย์และนักเรียกจาก Massachusetts Instiute of Technoligy พัฒนาระบบ มัลติโปรแกรมมิ่ง (multiprogramming) ซึ่งเป็นการจัดสรรให้คอมพิวเตอร์ทำงานหลายโปรแกรมพร้อม ๆ กนได้ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลารอหน่วยรับข้อมูลและหน่วยแสดงผลอีกต่อไป

    • ยุคที่ 3 (1965-1971)


    ในยุคที่ 3 เป็นยุคของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ที่มีการเติบโตมาก ได้มีการนำ แผงวงจรรวม (IC หรือ integrated circuits) ซึ่งประกอบด้วยทรานซิสเตอร์และวงจรไฟฟ้าที่รวอยู่บนแผ่นซิลิกอนเล็ก ๆ มาแทนการประกอบแผ่นวงจรพิมพ์ลาย ทำให้เวลาการทำงานขิงคอมพิวเตอร์ลดลงอยู่ในหน่วยหนึ่งส่วนพันล้านวินาที นอกจากนี้ มินิคอมพิวเตอร์ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1965 คือเครื่อง PDP-8 ของ Digital Equipment Corportion (DEC) ซึ่งต่อมาก็มีการใช้มินิคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับคอมพิวเตอร์กันอย่างแผร่หลาย รวมทั้งมีการใช้งาน เทอร์มินัล (terminal) ซึ่งเป็นจอคอมพิวเตอร์ผ่านทาง คีย์บอร์ด (keyboard) ทำให้การป้อนข้อมูลและพัฒนาโปรแกรมกระทำได้สะดวกขึ้น

แผงวงจรรวมเปรียเทียบกันทรานซิสเตอร์และหลอดสูญญากาศ

ภาษาโปรแกรมระดับสูงได้เกิดขึ้นมากมานในยุคที่ 3 เช่น RPG APL BASICA เป็นต้น และได้มีการเปิดตัว โปรแกรมจัดการระบบ (Operating system) ซึ่งช่วยให้สามารถบริการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ระบบแบ่งเวลา (time sharing) ก็ทำให้สามารถติดต่อเทอร์มินัลจำนวนมากเข้าไปยังคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง โดยที่ผู้ใช้แต่ละคนสามารถทำงานในส่วนของตนได้พร้อม ๆ กัน

  • ยุคที่ 4 (1971-ปัจจุบัน)


ในยุคที่ 4 เทคโนโลยีแผงวงจรรวมได้พัฒนาขึ้นเป็น แผงวงจรรวมขนาดใหญ่ (LSI หรือ large-scale integartion) และจากนั้นก็มีการพัฒนาต่าเป็น แผงวงจรขนาดใหญ่มาก (Very Large-Scale integartion - VLSI) ซึ่งทำให้เกิด microprocessor ตัวโลกของโลก คือ Intel 4004 จากบริษัท Intel ซึ่งเป็นการใช้แผ่นชิฟเพียงแผ่นเดียวสำหรับเก็บ หน่วยควบคุม (control unit) และ คำนวณเลขตรรกะ (arithmetic-logic unit) ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเทคนิคในการย่อทรานซีสเตอร์ให้อยู่กันอย่างหนาแน่นบน แผ่นซิลิกอนนี้ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันสามารถเก็บทรานซิสเตอร์นับล้านตัว ไว้ในชิปเพียงหนึ่งแผ่น ในส่วนของหน่วยบันทึกข้อมูลสำรอง (secondary storage) ก็ได้เพิ่มความจุขึ้นอย่างมากจนสามารถเก็บข้อมูลนับพันล้านตัวอักษรได้ใน แผ่นดิสก์ขนาด 3 นิ้ว

เนื่องจากการเพิ่มความจุของหน่วยบันทึกข้อมูลสำรองนี่เอง ซอฟต์แวร์ชนิดใหม่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้สามารถเก็บรวมรวบและบันทึกแก้ไขข้อมูลจำนวณมหาศาลที่ถูกจัดเก็บไว้ นั่นคือ ซอฟร์แวร์ ฐานข้อมูล (Data base ) นอกจากนี้ ยังมีการถือกำเนิดขึ้นของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปี 1975 คือเครื่อง Altair ซึ่งใช้ชิป intel 8080 และถัดจากนั้นก็เป็นยุคของเครื่อง และ ตามลำดับ ในส่วนของซอฟต์แวร์ก็ได้มีการพัฒนาให้เป็นมิตรกับผู้ใช้ มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งมีการนำเทคนิคต่าง ๆ เช่น OOP (Object-Oriented Programming) และ Visual Programming มาเป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนา

การพัฒนาที่สำคัญอื่นๆในยุคที่ 4 คือการพัฒนาเครื่องข่ายคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนกันได้ โดยการใช้งานภายในองค์กรนั้น ระบบเครื่อข่ายท้องถิ่น (Local Araa Networks) ซึ่งนิยมเรียกว่า แลน (LANs) จะมีบทบาทในการเชื่องโยงเครื่องนับร้อยเข้าด้วยกันในพื้นที่ไท่ห่าวกันนัก ส่วนระบบเครื่องข่ายระยะไกล ( Wide Area Networks ) หรือ แวน (WANs) จะทำหน้าที่เชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกลคนละซีกโลกเข้าด้วยกัน

อ้างอิง
http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20intro3.htm